วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รวมองเมียวจิของไหมนิก้า

ดองไว้ก่อนค่ะ ผุดขึ้นมาแบบนี้แสดงว่าอนาคตอาจจะลงเกี่ยวกับเกมนี้เยอะขึ้นแน่นอน หึๆ

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

【Onmyoji FIC】คำถามและคำตอบแทน(CP : Arakawa no Aruji x Susabi)


สวัสดีค่า หลังจากหายหน้าหายตาจากบล็อกไปนาน เพราะด้วยความไม่รู้จะลงอะไรดี วันนี้เรากลับมาพร้อมกับแฟนฟิคสั้นๆค่ะ อวยคู่นี้หนักมากมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่พึ่งได้มีโอกาสมาเขียนเพราะความกาวค่ะ

นี่เป็นแฟนฟิคสั้นๆเรื่องที่สองค่ะ เรื่องแรกเรายังไม่เคยลงนะคะ ไม่ต้องตกใจถ้าหาไม่เจอ แต่เดี๋ยวอนาคตจะเอามาลงค่ะ ถถถ

ภาษาอาจจะมึนๆนิดๆ แต่กาวแน่นอน100% ขอบคุณทุกท่านที่หลงเข้ามาอ่านด้วยนะคะ ( _ _ )

จริงๆเมื่อก่อนเคยอวยชิโระมุโจกับสุซาบิหนักมาก แต่ปัจจุบันนั้นหันไปอวยทามาโมะแล้วค่ะ แถมส่งผลกระทบรุนแรงไปยันเมนดาบด้วย ถถถ เปลี่ยนจากโทโมเอะกาตะเป็นโคการาสุมารุไปแล้ว(ส่วนใครที่เคยเห็นหนูอวยๆจูซึมารุนั่น อันนั้นคือเมนรอง---)
จริงๆหนูนอนไม่หลับเลยมาขยันนั่งพิมพ์แบบนี้ แต่เรื่องสั้นเว่อเพราะหนูง่วง

-----------------------------------------

Information
CP : เจ้าแห่งอาราคาวะ x สุซาบิ (Arakawa no Aruji x Susabi/荒川の主x荒「荒川荒」)
PG : R-13...?

.
.
.
.
.
.

สู้เอาเวลาทำเรื่องแบบนี้ ไปหาทางขอบคุณเจ้าแห่งอาราคาวะจะไม่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ?」 เทพแห่งดวงดาวได้กล่าวขึ้นมาหลังจากที่ได้เห็นคินเกียวฮิเมะนั้นอยากครองโลกเพียงที่จะแก้แค้นเจ้าแห่งอาราคาวะ

สุดท้ายแล้ว หลังจากที่จบงานเลี้ยงของเหล่าหญิงสาวไป สุซาบิเทพแห่งดวงดาวคนนี้ก็ดันนึกถึงประโยคที่เขาพูดใส่ไว้กับเจ้าหญิงปลาทองไว้ซะอย่างนั้น

            เพราะอยู่ดีสมองของเขาก็ดันเกิดความคิดที่ว่า เจ้าแห่งอาราคาวะจะไปพักอาศัยอยู่ที่ใดกันนะ

            แต่พอคิดดูดีๆแล้ว เขาก็คงอาศัยอยู่ในตำหนักเหมือนกับเขากระมั้ง?

            หรือว่าจะอยู่ในน้ำเลย?

            แล้วทำไมเขาถึงต้องมาคิดเรื่องนี้ด้วย?

            สุดท้ายแล้ว ในเมื่อความอยากรุ้ของเขามันไม่จางหายไปแต่อย่างใด เขาจึงตัดสินใจลองตามหาเจ้าแห่งอาราคาวะดู ถึงแม้ว่านั่นจะมิใช่การกระทำที่คนอย่างเขาจะทำเสียก็ตาม
           
เริ่มจากที่สวนของเซย์เมย์เป็นที่แรก แต่เขาก็ไม่พบเจอใครแต่อย่างใด
จนไปที่ป่าไผ่ ซึ่งที่แบบนี้ก็คงไม่มีใครนอกจากมังเน็นดาเกะ แต่เจ้าตัวคงไม่ยอมพบผู้อื่นแน่นอน
ไปที่ในบริเวณเมืองก็คงจะกว้างเกินไป
จนกลับไปบริเวณแม่น้ำอาราคาวะอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้เขาเห็นภาพบางอย่าง

            นั่นมันเจ้าหญิงปลาทองกับเจ้าแห่งอาราคาวะ(ที่เขาตามหา)นี่? มาทำอะไรที่นี่กันน่ะ หรือว่าจะมาทำตามคำแนะนำของเขาอย่างงั้นหรือ

            หลังจากที่ทั้งคู่ได้จบบทสนาไป สุซาบิก็เตรียมตัวที่จะเดินเข้าไปทักทายเจ้าแห่งอาราคาวะเสียหน่อย แต่พอเผลอตัวอีกที เจ้าแห่งอาราคาวะก็หายไปที่อื่นเสียแล้ว..

            ตอนแรกก็จะคิดแบบนั้นอยู่หรอก จนกระทั่งหันหลังมาแล้วก็แทบจะชนกับคนที่แอบอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว

            เจ้าเป็นใครน่ะ ข้าเห็นเจ้าแอบมองข้าและเจ้าเด็กเตี้ยนั่นคุยกันมาพักนึงแล้วอีกฝ่ายเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นก่อนที่สุซาบิจะได้เอ่ยถาม

            สุซาบิ เป็นเทพแห่งดวงดาวเจ้าตัวเอ่ยตอบง่ายๆ ง่ายเกินไปจนอีกฝ่ายถึงกับต้องกุมขมับเลยทีเดียว
            แต่มันก็ทำให้บรรยากาศของทั้งสองนั้นดูเงียบและอึดอัดมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เจ้าแห่งอาราคาวะเห็นแบบนี้จึงเอ่ยปากออกมาทำลายความเงียบขึ้นมา

            แล้วเจ้ามาทำอะไรในที่แห่งนี้ มีธุระอะไรกับข้า
            
    「ข้าก็แค่อยากจะมาทักทาย เห็นเจ้าเด็กนั่นบ่นถึงเจ้าไม่หยุด ข้าจึงอยากรู้ว่าเจ้าเป็นเทพแบบไหนกัน จริงๆข้าก็พอจะเดานิสัยของเทพด้วยกันเองได้อยู่ เพียงแต่ตะกี้ข้าเห็นเจ้าเด็กนั่นคุยกับเจ้าด้วยพอได้โอกาสถาม กลายเป็นว่าเทพแห่งดวงดาวก็ซักถามยกใหญ่จนเทพแห่งท้องแม่น้ำแทบจะนึกคำตอบตามไม่ทัน แต่สุดท้ายก็

            แล้วเจ้าจะอยากรุ้ไปทำอะไร? มันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญแก่เจ้าหรอกสุซาบิได้แต่ส่ายหัวกับคำตอบ เทพตนนี้ช่างคล้ายคลึงกับเขายิ่งนัก ทั้งนิสัยหยิ่งผยองเช่นนั้น
            แล้วก็.. ลักษณะโทนสีก็เช่นกัน พอมาสังเกตแล้วเขาก็ได้แต่หัวเราะในใจเบาๆ

            งั้นเจ้าอาศัยอยู่ที่ใด เผื่อวันใดข้าอยากจะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าจะได้แวะเวียนมาหาเพราะลืมไปสนิท เจ้าตัวถึงได้เอ่ยถามคำถามนี้มาทีหลัง

            แต่ดูเหมือนว่า การกระทำของเทพแห่งแม่น้ำจะดูเปลี่ยนไปนะ…?

            ซึ่งการกระทำที่เปลี่ยนไปคือ อยู่ดีๆเทพแห่งแม่น้ำก็มาโอบเขาจากด้านหลังเสียอย่างนั้น แถมค่อยๆเลื่อนใบหน้ามาใกล้หูเสียด้วย

            ไม่เป็นหลักเป็นแหล่งหรอก หรือว่าอยากให้อยู่ในร่างกายเจ้ากันล่ะ~อีกฝ่ายกระซิบมาที่หูของเขาเบาๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงและทำให้บริเวณใบหน้าของเทพแห่งดวงดาวขึ้นสีอ่อนๆไปเสียแล้ว

            หนอยเจ้า..! อยากรับการลงทัณฑ์จากข้าอย่างนั้นหรือ!? บังอาจมาทำแบบนี้กับข้า!เทพแห่งดวงดาวโวยวายแก้อาการเขินทั้งๆที่เทพแห่งแม่น้ำยังเนียนชิดเขาอยู่เลยเสียด้วยซ้ำ แถมยังทำท่าทีจะลวนลามเทพแห่งดวงดาวต่อไป จนเจ้าตัวทนไม่ไหวเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด แถมตัวเขาก็มัวแต่เขินจนลืมค้านไปเสียสนิท
            แต่เมื่อพอมากเกินไปก็….

            ได้จบกันตรงนี้เสียก็แล้วกัน..!สุซาบิเปิดอาณาจักรดวงจันทร์พร้อมกับปาดวงดาวในรูปแบบของการสูบถังไฟใส่อีกฝ่ายพร้อมกับตวาดใส่ว่า คราวนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า แล้วคราวหน้าอย่ามาทำแบบนี้ใส่ข้า ไม่งั้นชีวิตเทพอย่างเจ้าก็ไม่อาจรอดเหมือนกัน!จนอีกฝ่ายหลบดวงดาวแทบไม่ทัน

            สุดท้ายแล้ว หลังสุซาบิดันปาดวงดาวใส่เทพแห่งแม่น้ำจนเจ้าตัวสลบไปเสียเอง เป็นอันลำบากเจ้าแห่งอาราคาวะมาอุ้มเขากลับตำหนักเสียเอง เอ๊ะ แต่ไม่ใช่ตำหนักของสุซาบินะ แต่เป็นตำหนักของเขาเนี่ยแหละ ก็ใครจะไปรู้ที่อยู่อีกฝ่ายกันล่ะ? ก็พึ่งได้คุยจริงๆเป็นครั้งแรกนี่นา

            ใช่แล้วล่ะเขาเคยเจอสุซาบิมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเขาดันไปบังเอิญเห็นสุซาบิพูดคุยกับเหล่าพวกผู้หญิงอยู่พอดี และดันไปได้ยินประโยคที่สุซาบิกล่าวกับคินเกียวฮิเมะขึ้นมา เลยอยากจะให้ของขวัญตอบแทนเสียหน่อย

            หลังจากที่กลับถึงที่พักแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำอะไรกับอีกฝ่ายมากนัก ทำเพียงแต่วางอีกฝ่ายลงบนเตียงพร้อมกับคลุมผ้าห่มให้ เพราะขืนถ้าแอบทำอะไรแบบนั้นไป ถ้าเกิดเจ้าตัวตื่นขึ้นมาพอดี เขาคงไม่น่ามีชีวิตรอดแน่นอนเพราะแบกอีกฝ่ายมาไกลจนจะหมดแรงทำอย่างอื่นอยู่แล้ว

            เวลาผ่านไปซักพัก เทพแห่งดวงดาวได้ตื่นขึ้นมาจากนิทรา แล้วกลับพบเห็นเจ้าแห่งอาราคาวะอีกครั้ง ซึ่งพอเห็นเขาแล้วทำให้เขาหัวเสียไม่น้อย

            ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่!? แล้วนี่เจ้าทำอะไรกับข้าบ้างไหม!?นี่ตื่นมาก็โวยวายกันแบบนี้เลยหรอ เทพแห่งแม่น้ำคิดขึ้นมาก่อนที่จะตอบตามความจริงไป รวมถึงสิ่งที่เขาคิดที่จะขอบคุณเทพแห่งดวงดาวด้วย

            หึ เพียงเพราะเจ้าอยากจะขอบคุณข้าอย่างนั้นหรือ แสดงว่าตอนที่ข้าพูดคุยกับพวกนั้น เจ้าคงได้ยินหมดสินะ?

            ไม่หรอก ข้าได้ยินเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ข้ามีอย่างอื่นที่ต้องไปชำระสะสางน่ะ

            ในเมื่อเจ้าเป็นเทพ ข้าหวังว่านี่คงจะเป็นความจริง แล้วเจ้าจะขอบคุณอย่างไร? จริงๆข้าก็ไม่ได้ต้องการมันเท่าใดนัเทพแห่งดวงดาวยังไม่ทันได้เอ่ยจนจบ เทพแห่งแม่น้ำก็ดันมาบุกด้วยการประกบปากเขาเบาๆเสียอย่างนั้น ก่อนที่เทพแห่งแม่น้ำจะค่อยๆถอนริมฝีปากออกมา

            ข้าอยากให้เจ้ามีความสุขยังไงล่ะ..เทพแห่งแม่น้ำตอบเบาๆก่อนที่จะมือหนาๆจะเริ่มลงมือลวนลามอีกฝ่ายจากท่อนบน ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะตัวสูงกว่าเขาก็ตาม แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลยซักนิด จนอีกฝ่ายค้านขึ้นมา

            ข้าบอกไปแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับข้า!เทพแห่งดวงดาวตวาดใส่เขาอีกรอบ แต่อีกฝ่ายนั้นไม่สะทกสะท้อนเลยซักนิด

            เจ้าไม่เคยพูดเสียหน่อย แถมที่นี่มีเราแค่สองคน ไม่มีพวกมนุษย์หน้าโง่หรือโยวไคมาป่วนหรอกนะ ที่นี่เป็นที่พิเศษ สบายใจได้

            สบายใจบ้าบออะไรกันล่ะ! อึก..เทพแห่งดวงดาวครางเบาๆหลังจากที่รู้สึกเหมือนโดนบีบอะไรบางอย่างไป นี่เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ทำไมไม่เปิดแดนดวงจันทร์อีกรอบเสียกันล่ะ!?
            พอนึกได้ เจ้าตัวก็เลยเปิดอัลติดวงดาวใส่อีกฝ่ายทั้งๆที่อยู่ในตำหนักของอีกฝ่ายนั่นแหละ ไม่งั้นขืนถ้าไม่ขัดขืนละก็ คงโดนเจ้าแห่งอาราคาวะกัดกินเขาจนไม่เหลือแน่ แน่นอนว่าทำให้สุซาบิเกิดอาการเกือบสลบไปอีกรอบ แต่ก็ทำให้เจ้าแห่งแม่น้ำหยุดลวนลามเขาเสียที

            ในเมื่อเป็นแบบนั้น ก็กลายเป็นว่าทั้งคู่อยู่ในสภาพที่สลบแทบจะเหมือนกัน จนทั้งคู่ได้ผล็อยหลับไปทั้งคู่ทั้งๆที่ยังสลบพื้นเหมือนกันแท้ๆ นี่ถ้าหากมีคนภายนอกเข้ามาพบเห็นก็ ความน่าเกรงขามที่สะสมมาคงไม่เหลือแน่นอน

            สุดท้ายนี้แล้วหลังจากที่ทั้งคู่ตื่นขึ้นมา อาราคาวะก็ส่งสุซาบิออกไปจากที่พักของเขา ซึ่งตอนแรกเทพแห่งดวงดาวก็เกือบจะดีใจอยู่แล้ว แต่ดันโดนปิดตาเสียซะอย่างนั้น ส่วนอาราคาวะก็ยังไม่ได้ขอบคุณสุซาบิจริงๆจังๆเสียซักที..

            สุดท้ายแล้ว.. ทั้งคู่ก็ต่างไม่ได้ทำตามใจที่ตนต้องการแต่เอาเถอะ รอบหน้าก็มีใหม่ ถ้าหากตราบใดที่เขาทั้งสองยอมมาเจอกันดีๆน่ะนะ

END (ตัดจบแบบนี้แหละ ถถถถถถถถถ)

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

【ECO】ว่าด้วยเรื่องการประกาศทำแอพพลิเคชั่นลงในมือถือ

อันที่จริงเห็นแชร์กันมาพักนึงแล้ว แต่นี่นึกว่าเป็นข่าวหลอกลวง ไม่ได้ไปเช็คซักที

สืบเนื่องมาจากทวีตอันนี้ค่ะ > https://twitter.com/trademark_bot/status/930268559749591041

ได้มีการระบุแบบร่าง(โดยคร่าวๆ)การร้องขอทำแอพพลิเคชั่น(ราวๆกับการยื่นทะเบียนเชิงพาณิชย์)ของโค่นี่แหละค่ะ ซึ่งผู้ขอก็กังโฮเลย...

รายละเอียดคร่าวๆตามทวีตจะประมาณนี้เลยค่ะ (มีคำไม่คุ้นเยอะมาก ผิดก็ช่วยแจ้งด่วนทีค่ะ ฮือว์)

> ทะเบียนเชิงพาณิชย์ : 2017-141352
> ภาพเครื่องหมายการค้า

> ผู้ยื่นคำร้องขอ : Gungho online entertainment
> วันที่ยื่นคำร้องขอ : 25/10/2017
> หมวดหมู่ : 9(การจัดอุปกรณ์คมนาคม) / 41(เป็นพวกเกมบทสมาร์ทโฟนค่ะ...)

ーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーー

ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆนั้นยังไม่มีอะไรเปิดเผยเป็นพิเศษ ไม่แน่ว่าอาจจะโดนดองก็ได้...
แต่แอคบนทวิตเตอร์นี้เป็นแอคที่เกี่ยวกับรายละเอียดการยื่นร้องขอทำแอพพลิเคชั่นต่างๆค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะทุกแอพหรืออย่างไร แต่สำหรับใครที่อยากลองตรวจสอบว่ามีเกมหรืออะไรที่เราสนใจแล้วอยากรู้ว่าจะทำลงมือถือไหม ก็ลองมาดูแอคนี้ได้นะคะ แต่มันเป็นแค่แบบร่าง และไม่ใช่ประกาศจากทางออฟฟิเชี่ยลด้วยค่ะ ซึ่งมันจะทำให้ลุ้นอีกว่ามันจะมาตอนไหน...

เพราะแบบนั้น ทวีตนี้จึงดูเป็นความหวังที่ผุดขึ้นมาสู่หลายๆคนแหงๆ แต่ก็รอลุ้นกันไปค่ะว่าเกมจะมาตอนไหน เพราะข่าวคราวมันเงียบดีจริงๆ ถถถถ

ไว้ถ้าได้ข่าวอีกก็อาจมาแปะอีกนะคะ ฮา
ส่วนตอนนี้เราก็ได้ป่วยดาบไปแหล้ว 

ーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーー

เจอกันโพสต์หน้านะคะ~

ーーーーーーーーーーーーーーーーー
ーーーーーーーーー
ーーーーー
ーーー

วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

【Mainika's Diary(ECO)】 -Coming Soon-

จะมาเร็วๆนี้ค่ะ รอวนไป เป็นไดอารี่เล็กน้อยค่ะ (///w\\\)

สืบเนื่องมาจากทวีตที่เคยทวีตมาพักใหญ่ๆแล้วค่ะ ถถถ
https://twitter.com/Pt_Fluorine/status/922873992100192256


เป็นความรู้สึกเล็กน้อยของเหล่าออริ(?)

ความรู้สึกที่พิมพ์นี่เหมือนเปิดอัลติเบียวอย่างบอกไม่ถูก....

แต่ก็ จะมาเร็วๆนี้(มั้ง)

วันนี้ก็เลยแวบมาแปะภาพประกอบที่ก้อปมาจากทวิตเตอร์นั่นแหละ ถถถถ





วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

【ECO】ว่าด้วยเนื้อเรื่องบทสรุป

*ยังไม่เสร็จ100% ยังราวๆ50%อยู่เลย แต่มันเยอะมากจริงๆนะคะ ถถถ ถ้าใครหลงเข้ามาอ่านก่อนหน้าแล้วมันไม่จบก็ขออภัยด้วยค่ะ *

เยอะ เยอะมากๆ....

แต่ที่หายไปนี่คือ โน๊ตบุ๊คเน่าค่ะ.... *หัวเราะทั้งน้ำตา*

ตอนแรกนึกว่าจะเปิดไม่ได้ซะละ ไฟล์สำคัญเยอะมากค่ะ ถถถถ

แต่มันก็ยังอดทนได้อยู่ ก็เลยมาแวบพิมพ์หน่อย

------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นเนื้อเรื่องต่อจากเควสอาวุธ120

เพิ่มเติม โน๊ตไว้สำหรับเจ้าของและคนที่หลงมาอ่านตรงนี้....
-ฮัสต้าแทนตัวเองว่าข้า*

🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻🔻

*คลิกที่รูปเพื่อดูภาพเต็มได้นะคะ*
ตามตรงเลยว่า เวลาอ่านเนื้อเรื่องของฮัสต้าบางทีนี่งงจริงๆค่ะ เพราะต้องมาคอยแยกว่าฮัสต้าที่กล่าวถึงนี่หมายถึงฮัสต้าตัวไหน... 

และอีกข้อนึงคือ พยายามจะให้ละเอียดที่สุดแล้ว... แต่ดูเหมือนมันก็จะกึ่งละเอียด กึ่งคร่าวๆ เพราะบางอย่างมันก็พูดเรื่องเดิมๆไปนิด...

⇢ เรามาหาอีมิลที่อัพทาว อีมิลตกใจเล็กน้อย แต่มาช่าเป็นคนขอให้เราช่วยไปหารุรุยเย่ เพราะรุรุยเย่ดูไม่ค่อยดี และบอกว่ารุรุยเย่อยู่ทางแผนที่ที่คล้ายๆกับแผนที่วาฬในทางทิศตะวันออก


⇢ เรามาหารุรุยเย่ และช่วยปลอบรุรุยเย่ให้ ซึ่งรุรุยเย่อธิบายว่า ที่มาแผนที่นี้เพราะว่ามันคล้ายๆกับแผนที่ที่เบริลและลิลลี่ตกลงไป เลยอยากมาสำรวจเผื่อจะเจอลิลลี่กับเบริล แต่ก็ไม่เจอ และเสียใจไปพอสมควร ซึ่งเราก็คอยปลอบรุรุยเย่เรื่อยๆซึ่งอารมณ์พี่แกก็ขึ้นๆลงๆ พอปรับอารมณ์ได้ก็ชวนกันกลับไปหาพวกอีมิล


⇢ หลังจากนั้นเราก็กลับไปหาพวกอีมิลที่อัพทาว และเจอไททัสกับทิต้า ซึ่งรุรุยเย่ก็ถามเรื่องการตามหาเบริลกับลิลลี่ใส่ไททัสไป ซึ่งไททัสก็พูดไปตามความจริงว่าไม่ได้อะไรเลย และทิต้าก็ขอโทษรุรยเย่ไป แต่รุรุยเย่ก็รีบขอโทษที่รบกวนไททัสและทิต้าสวนกลับไป และบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงรุรุยเย่ พร้อมกับขอบคุณไททัสและทิต้าที่ช่วยรุรุยเย่ด้วย 

ซึ่งไททัสก็ได้บ่นเป็นลางๆว่า ทำไมรุรุยเย่อารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี...

แล้วหลังจากนั้นก็ชวนกันไปหาฮัสต้ากับไททาเนียดราก้อน และเดินทางไปหาไททาเนียดราก้อน

⇢ ช่วงก่อนขึ้นเรือไป มาช่าแอบมาขอบคุณเราที่ช่วยคุยกับรุรุยเย่ และรุรุยเย่ดูอารมณ์ดีขึ้นมากๆ



⇢ เนื้อเรื่องตัดฉากมาที่ฮัสต้าที่กำลังอยู่ที่ฟาอีส ซึ่งได้เดินทางมาตามที่ไททาเนียดราก้อนบ่นๆ(เหมือนกับว่าได้ยินไททาเนียดราก้อนคุยรึอะไรซักอย่าง แต่ไม่ได้รู้เพราะถามไททาเนียดราก้อน..) ซึ่งฮัสต้าสัมผัสได้ว่ามีพลังความมืดบางอย่างที่เป็นพลังของฮัสต้าอยู่แถวนี้ค่ะ 

⇢ อนึ่ง ฮัสต้าร่างมืดก็ได้เห็นฮัสต้าร่างคนจากทางด้านบน ซึ่งถ้าสังเกตแล้ว ฮัสต้ากำลังสิงนักดาบที่พวกอีมิลเคยเจอเมื่อตอนโน้นค่ะ 

ซึ่งฮัสต้าร่างมืดเมื่อได้เห็นฮัสต้าร่างคน ก็ได้สังเกตบางอย่างที่เปลี่ยนไป เพราะฮัสต้าร่างมืดรู้สึกว่า ฮัสต้าร่างคน*มีพลังบางอย่างที่เหมือนกับตนเอง และก็ได้สังเกตว่า เวลาตนเองจะทำอะไร จะไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรบางอย่างมารั้งไป จึงคิดว่า ฮัสต้าร่างคนน่าจะเป็นตัวอันตรายสำหรับตนเองเป็นอย่างมาก จึงคิดที่จะกำจัดฮัสต้าร่างคนออกไป 

*จากเนื้อเรื่องซาก้าของฮัสต้า จะทราบกันว่า ฮัสต้าร่างคนคือเศษเสี้ยวของจิตใจด้านดีที่เหลืออยู่ของฮัสต้าค่ะ ซึ่งร่างมืดคือตัวจริงๆ แต่ถ้าร่างคนก็คือจิตใต้สำนึกนี่เอง แต่ตัวเราก็ช่วยให้จิตใจด้านดีให้ออกมาสู่โลกภายนอกได้ในรูปร่างหน้าตาของฮัสต้าร่างคนค่ะ



⇢ พวกอีมิลได้เดินทางมาที่หอคอยที่ไททาเนียดราก้อนอยู่ ซึ่งทุกอย่างก็ดูเกือบจะปกติแล้ว ถ้าทิต้าไม่ทักขึ้นมาว่า [แล้วฮัสต้าหายไปไหน?]

ซึ่งไททาเนียดราก้อนก็โวยวายที่ฮัสต้าหายไป ประมาณแบบ [เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!] และอีมิลได้ถามว่าฮัสต้าหายไปไหน

ซึ่งไททาเนียดราก้อนก็ได้เล่าให้อีมิลคร่าวๆว่า ฮัสต้าได้บอกกับตนเองว่า [ฉันจะไปกำจัดฮัสต้าเอง] ตอนแรกไททาเนียดราก้อนจะไม่ให้ไปแล้ว แต่ด้วยสายตาที่มุ่งมั่นของฮัสต้า ไททาเนียดราก้อนจึงปล่อยให้ฮัสต้าไป

ซึ่งในแก๊งอีมิลบางคนที่ได้ยินเรื่องเล่าก็บ่นๆทำนองว่า สรุปฮัสต้ายังเห็นพวกนี้อยู่ปาร์ตี้เดียวกันจริงป่ะเนี่ย...

แต่ไททาเนียก็บอกว่าให้ลองไปที่ฟาอีสดู เพราะคิดว่าที่นั่นน่าจะมีเบาะแสมากที่สุดแล้ว

และก่อนที่พวกอีมิลจะไปฟาอีส ไททาเนียดราก้อนก็ได้ให้[瘴気浄化装置]มา ซึ่งเป็นอุปกรณ์อะไรซักอย่างนึงที่ฮัสต้าทำมันขึ้นมาและให้แก่ไททาเนียดราก้อนไว้...

ความสามารถของอุปกรณ์นี้ขอละไว้ทีหลัง เพราะมันอธิบายยากมากๆ.... ต้องขออภัยด้วยค่ะ..  

แต่เพราะความสามารถของอุปกรณ์นี้นั้นเกี่ยวข้องกับเบริลและลิลลี่เล็กน้อย ทำให้รุรุยเย่เกิดสนใจขึ้นมา แต่ไททาเนียดราก้อนบอกว่ายังไม่ได้เบาะแสอะไรเป็นแต่พิเศษ แต่ยังสัมผัสได้ว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งรุรุยเย่ก็เศร้ากินเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ซึ่งหลังจากนี้เป็นบทจิกกัดระหว่างไททัสกับรุรุยเย่เล็กน้อยในเรื่องของความเป็นผู้หญิง... ก่อนที่จะถูกขัดด้วยมาช่าก่อนที่จะเดินทางไปฟาอีส



⇢ บทสนทนาที่แค่ถามเราว่า จะไปฟาอีสเลยไหม...


⇢ ตอนที่เข้ามาในฟาอีส แก๊งอีมิลได้เจอกับกลุ่มคนที่กำลังหนีแฟนธ่อมมาด้วยความหวาดกลัว ซึ่งตอนแรกทิต้าก็กะจะถามความเป็นไปซักหน่อย แต่เพอิญว่า เมื่อทิต้าเข้าไปใกล้ ดันมีคนกลายเป็นแฟนธ่อมเพิ่มไปซะงั้น แก๊งอีมิลเลยโดนเข้าใจว่าเป็นมอนเตอร์กันหมด แล้วสองคนที่เหลือก็หนีไป

ซึ่งไททัสก็อาสาว่าจะสู้กับแฟนธ่อมเอง แล้วให้พวกอีมิลรีบไปตามหาฮัสต้า(ร่างคน) ตอนแรกพวกอีมิลก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ยอมอยู่ดี

ซึ่งหลังจากที่พวกอีมิลไปแล้ว ก็ได้มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง*เรียกฮัสต้าก่อนที่จะเปลี่ยนฉากค่ะ

*ดูจากคำพูดแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นเลเฟย์หรือไม่ก็พาราเซลัส คำพูดมันเป็นคำพูดที่เดาบุคลิกยากไปนิด...


⇢ ตัดฉากไปฮัสต้าที่โดนนักดาบที่โดนฮัสต้าร่างมืดสิง ซึ่งอยู่ดีๆนักดาบก็โจมตี ซึ่งฮัสต้าร่างดีเห็นการโจมตีแบบกะทันหันก็สามารถหลบได้ พร้อมบอกว่าเป็นวิธีดีหลายคนใช้เพราะได้ผล แต่วิธีนั้นใช้กับเจ้าตัวไม่ได้ผล ก่อนที่ฮัสต้าร่างมืดในคราบนักดาบจะสังเกตเห็นบางอย่าง และพูดในสิ่งที่ทำให้ฮัสต้าร่างคนได้รู้ว่าตนเองคือฮัสต้าร่างมืดนั่นเอง

อนึ่ง ฮัสต้าร่างคนหมายจะโจมตีนักดาบ แต่ไม่สามารถทำได้... ด้วยเหตุผลที่สามารถเดาได้อย่างไม่ยากเย็นว่า ถ้าเกิดโจมตีฮัสต้าในร่างนี้ จะทำให้นักดาบที่โดนสิงบาดเจ็บได้

หลังจากนั้นพวกอีมิลก็บังเอิญเจอฮัสต้าพอดี... 

และก็ได้เข้ามาโวยวายใส่ฮัสต้า ซึ่งฮัสต้าก็ขอโทษไปตามระเบียบ

หลังจากที่คุยกันเล็กน้อยเสร็จ อีมิลก็ได้ถามฮัสต้าว่า ฮัสต้าร่างมืดอยู่ไหน เจอเบาะแสอะไรไหม

ฮัสต้าก็ตอบไปตรงๆว่า [ก็อยู่ตรงหน้านี่แหละ] 

ซึ่งเมื่อพวกอีมิลเห็นก็ตกใจหนักมากเพราะเป็นนักดาบที่เคยขอความช่วยเหลือพวกอีมิลไว้ และพวกอีมิลก็เดากันได้ว่า นักดาบคนนี้คงโดนพลังความมืดจนโดนฮัสต้าสิงไปเรียบร้อย 

ซึ่งพวกอีมิลก็เข้าไปต่อสู้กับนักดาบเพื่อที่จะให้ฮัสต้าร่างมืดออกๆไปจากร่าง ซึ่งได้มอบหมายให้มาช่าเป็นคนคอยกันไม่ให้นักดาบคนนี้หนีไปไหน

อนึ่ง นักดาบคนนี้ชื่อไดโอนิกนะคะ แต่ขอเรียกนักดาบดีกว่า ง่ายดี...




⇢ หลังจากที่เราสู้กับนักดาบคนนี้มาได้พักนึง ก็ไม่ได้ช่วยให้ฮัสต้ายอมออกจากร่างแต่อย่างใด จนชาวเมืองผ่านมาเห็น และฮัสต้าร่างมืดก็พยายามกล่อมคนในเมืองให้เข้าใจผิดว่าพวกอีมิลคือต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งตอนแรกคุณปู่ ซึ่งเป็นปู่ของนักดาบคนนี้ซะด้วย ก็แอบตกใจว่าพวกฮีโร่พวกนี้หรอที่เป็นคนก่อเหตุ? แต่ด้วยความเพราะไดโอนิกเป็นหลานของตนเอง พอโดนกล่อมมากๆเข้า และด้วยความเห็นของกลุ่มนักเดินทางที่พวกอีมิลเจอที่หน้าเมืองฟาอีสอีก ทำให้ปู่เชื่อไปอีก

ซึ่งระหว่างฮัสต้าร่างมืดกล่อมคนในเมือง ยิ่งหลังๆนี่ ฮัสต้าร่างคนเกิดการหัวร้อนขึ้นมา บอกให้ฮัสต้าร่างมืดหุบปากไปเลย แถมฟรีร่ายเวทย์ใส่นักดาบอีกต่างหาก...

และแน่นอนว่าแก๊งอีมิลก็ได้โดนคนในเมืองรุมกระทืบแน่ๆ

ซึ่งฮัสต้าร่างมืดเห็นดีแอบล้อเลียนพวกอีมิลก่อนจะหนีไปได้แบบงงๆ.. พวกอีมิลจะบอกให้หยุดแต่ก็โดนคนในเมืองขัด..

ซึ่งระหว่างที่พวกอีมิลก็ปวดหัวว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไงดี ก็ได้มีเสียงหนึ่งเข้ามา....


⇢ หลังจากที่มีเสียงลึกลับมา ก็ได้มีกลุ่มลอร์ทั้งหมดหกคนวิ่งเข้ามาช่วยกันคนในเมืองไว้ ประกอบด้วยอัลคาร์ดลอร์ คิโยฮิเมะลอร์ เลเฟย์ลอร์ พาราเซลัสลอร์ ทามาโมะลอร์ และเมฟิลโตเฟเลสลอร์*ค่ะ

*เรียงจากในภาพซ้ายไปขวาเลยค่ะ..

เนื่องด้วยความอวยลอร์เซ็ตนี้(?) เจ้าของบล็อกจึงขยันแปลในส่วนนี้นิดนึง... คำพูดของแต่ละตัวเมื่อเข้ามาในฉากคร่าวๆ
อัลคาร์ด(アルカード・ロア) > มาปุ๊ปกะจะกำจัดคนทั้งแถบเลย
คิโยฮิเมะ(清姫・ロア) > บอกให้อัลคาร์ดใจเย็นๆ
เลเฟย์(ル・フェイ・ロア) > จากที่เคยอยู่ฟาอีสมา ไม่เคยเห็นคนในเมืองเป็นอย่างนี้ เหมือนกับโดนพลังความมืดควบคุมอยู่เล็กน้อย และบอกว่าจะใช้พลังแม่มดช่วยเหลือคนเหล่านี้เอง
พาราเซลซัส(パラケルスス・ロア) > เพอิญเป็นคนไม่ค่อยถนัดการใช้แรงงานเท่าไหร่ (บทพูดมีต่อ แต่เราดูแล้วงงฮะ...)
เมฟิลโตเฟเลส(メフィストフェレス・ロア) > ปีศาจจะทำอย่างไรกับคนที่เสียสติดีนะ? หรือว่าจะสูญเสียตัวเองไปด้วยนะ?
ทามาโมะ(玉藻・ロア) > พี่สาวมาช่วยแล้วนะ~

⇢ อีมิลถามขึ้นมาว่าคนพวกนี้เป็นใครกัน? ซึ่งเลเฟย์บอกว่าพวกตนเองคือลอร์ ซึ่งถือกำเนิดมาจากความเชื่อของคนที่มีต่อเนื้อเรื่องของพวกลอร์ อาทิเช่น เลเฟย์เป็นแม่มดที่มาจากเรื่องของกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งเป็นศัตรูของเมอริน่า

ว่าไปนั่น... เป็นต้นแบบเฉยๆค่ะที่ทางทีมงานนำมาใช้ แต่เนื้อเรื่องจริงๆนี่อีกแบบกัน ซึ่งเนื้อเรื่องฉบับในเกมของลอร์ทั้งหมดมาจากเนื้อเรื่องในนาวิイリスと記憶の書架(ชั้นวางหนังสือกับความทรงจำของอิริส)ค่ะ

เข้าสู่เนื้อหาของเกมต่อ เลเฟย์บอกว่าตนเองคือลอร์ และบอกว่าตนเองมีเวลาไม่มาก และขอให้อีมิลไปถามรายละเอียดที่เหลือของลอร์กับตัวละครเราในภายหลัง

⇢ หลังจากนี้ก็บทสนาจะโยงถึงเรื่องค่าตอบแทนความเหนื่อยของลอร์เล็กน้อย ซึ่งคิโยะก็แอบออกตัวมาขอให้เราเป็นแฟนกับนางแต่เลเฟย์ก็บอกให้คิโยะหยุดและให้มุ่งกับสิ่งที่จะต้องทำตรงหน้าไป

ซึ่งพวกอีมิลก็ได้แต่ขอโทษที่รบกวนลอร์พร้อมกับอวยพรให้ลอร์ปลอดภัยและหนีออกไปจากดงชาวเมืองฟาอีส...



⇢ พวกอีมิลหนีออกมาหน้าเมือง ซึ่งได้รับการติดต่อจากไททาเนียดราก้อนว่าให้ไปตรวจสอบบางสิ่งที่ทองก้า แต่พวกอีมิลก็ยังตามหาไททัสไม่เจอ แล้วยังมีชาวเมืองที่กลายเป็นแฟนธ่อมที่พวกอีมิลจะต้องเคลียร์อีก

แต่พวกลอร์อีกหกคน*ที่เหลือก็ปรากฏตัวมาช่วยพวกอีมิล พร้อมกับไททัสที่ถูกพ่วงมาด้วย และพวกลอร์ก็อาสาจะเคลียร์มอนพวกนี้เอง โดยเฉพาะแวร์วูฟดูมีไฟมากเพราะเคยอยู่เมืองนี้มาก่อน...

และแน่นอนว่าทำนองเดิม ขอโทษที่รบกวนลอร์ก่อนที่จะซิ่งไปทองก้าต่อ...

ปล.สเตลล่าผู้รักHappy Ending----

*ในภาพที่เขียนเลข2ไว้ เรียงจากซ้ายไปขวา บาสเทสลอร์(バステト・ロア) แวร์วูฟลอร์(ワーウルフ・ロア) กัปตันคิดลอร์(キャプテンキッド・ロア) สเตลล่าลอร์(ステラ・ロア) ลูซิเฟอลอร์(ルチフェロ・ロア) และลอเรไลลอร์(ローレライ・ロア)ค่ะ

                                                   (2) ↑




⇢ เนื้อเรื่องในทองก้านั้นไม่มีอะไรมาก แต่จะแอบมีบทสนทนาฮาๆเล็กน้อย..

ตอนแรกพวกอีมิลเข้าเมืองมาเจอนักดาบที่สลบอยู่ เนื่องด้วยว่าฮัสต้าร่างมืดพึ่งออกจากร่างไป และพวกอีมิลก็ปลุกให้ตื่นและบอกให้เจ้าตัวหนีไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ก่อนที่พวกอีมิลจะเดินทางไปเจอกับผู้หญิงที่เคยช่วยไว้ซึ่งกำลังเจอกับฝูงแฟนธ่อม

ซึ่งแน่นอนว่าพวกอีมิลก็ช่วยเคลียร์ให้ตามประสา ก่อนที่จะมีชาวทองก้าหัวเขียวๆ(ชื่อคาเทลิน่า) มาขอความช่วยเหลือจากพวกอีมิล และก็มีแฟนธ่อมฝูงใหม่เข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ไรกับเมย์ก็เข้ามาช่วยอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คิริเอะจะเข้ามาตรวจสอบผู้บาดเจ็บ



⇢ ซึ่งรุรุยเย่ก็ดันพูดประมาณว่า [ตัวเล็กขนาดนี้.. สู้กับมอนไหวหรอ?] แล้วก็โดนไรสวนกลับมาเลยว่า..
[ฉันไม่ได้ตัวเล็กนะ!!] แต่เมย์ก็ล้อเลียนไปแล้วก็โดนไรสวนกลับประมาณว่า [เธอก็ตัวเล็กเหมือนกันนั่นแหละ!!]

แต่สุดท้าย ก็สามารถสงบศึกได้เพราะคิริเอะกล่าวขึ้นมาว่า [แต่คนตัวเล็กก็เก่งมากๆนะ] และอาเรียก็ตามมาช่วยต่อ  ก่อนที่พวกอีมิลจะมุ่งหน้าไปยังส่วนอื่นของทองก้า


⇢ ระหว่างที่เรากำลังเดินทาง ก็ได้เจอกับเอลิเซ่ เซเลส และนานาอิที่กำลังช่วยเหลือชาวทองก้าอยู่

⇢ ซึ่งเราก็เข้าไปทักทายตามปกติ และอีมิลที่คิดมาตั้งแต่ต้นนั่นแหละค่ะ ตั้งแต่ลอร์เลย ก็คิดๆไปตามคนคิดง่ายๆว่าคนพวกนี้คงเป็นเพื่อนของตัวละครเรา... 

⇢ เซเลสโดนเข้าใจผิดว่าเป็นโดมิเนียนไปตามระเบียบ เจ้าตัวจึงรีบแก้ความเข้าใจผิด ซึ่งทำให้ทำสองได้อ๋อว่าทำไมเซเลสถึงใจดีและดูมีความ(จิตใจ)บริสุทธิ์มากๆ ซึ่งก็ได้รับคำชมว่าเป็นบุคลิกที่น่ารักมากๆ

อนึ่ง รุรุยเย่ถามไททัสกับทิต้าว่า ทั้งสองไม่คิดจะทำปีกหรือบุคลิกแบบนี้บ้างหรอ ซึ่งก็ได้ไททัสสวนไปว่า 「นี่มันปีกแบบธรรมชาติโว้ย ไม่เปลี่ยน!」ซึ่งได้ทิต้าเห็นพ้องเช่นเดียวกับพี่ชายว่าตนเองจะไม่เปลี่ยนเช่นเดียวกัน เพราะมันคือปีกออริจินอลที่ครอบครัวนางได้มา...


⇢ หลังจากนั้น พวกอีมิลก็ได้เจอฝูงแฟนธ่อมต่อ และได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง(ที่จงใจเดินออกมาให้เห็น) แล้วก็หนีพวกอีมิลไป ซึ่งตัวละครเราก็ได้ตามเด็กผู้หญิงคนนี้ไปแต่ฮัสต้าห้ามไว้ แต่ห้ามไม่ทัน...


⇢ เราได้ตามเด็กผู้หญิงคนนี้ไป และเข้าไปช่วยเหลือเด็กผู้หญิงคนนี้ แต่เด็กผู้หญิงคนนี้ก็เอาแต่บ่นไปเรื่อยก่อนที่จะโจมตีเรา แต่ฮัสต้าก็มาปกป้องเราก่อน

*NOTE : 甘さนอกจากจะแปลว่าหวานแล้ว ยังแปลว่า「ความอ่อนแอ」ได้เช่นกันค่ะ*


⇢ ซึ่งเจ้าตัวก็เปิดเผยอย่างรวดเร็วว่าตัวเองนั้นคือฮัสต้าก่อนที่จะหนีไปแล้วพวกอีมิลก็รีบตามไป


⇢ แต่ในขณะที่เรากำลังจะตามไป ฮัสต้าขอให้เราหยุดก่อน พร้อมกับอธิบายอะไรซักอย่างเกี่ยวกับฮัสต้าอีกคนไว้ แล้วบอกให้เรารีบตามพวกอีมิลไป แล้วพี่แกจะตามไปทีหลัง

⇢ ตอนแรกตัวละครเราก็จะไปแล้ว แต่ก็กังวลว่าอาการบาดเจ็บของฮัสต้าจะทำยังไง ใครจะดูแลพี่แกอีก แต่สุดท้ายมิโคโตะกับฟอลเต้ก็ปรากฏตัวออกมาช่วยเหลือฮัสต้า ก่อนที่มิโคโตะจะรีบไปตามคิริเอะมารักษาฮัสต้า


⇢ หลังจากที่เราตามอีมิลไป แน่นอนว่าฮัสต้า(ในคราบเด็กสาว) ก็หลอกคนในเมืองว่าเราเป็นผู้ร้ายเช่นเดียวกัน ซึ่งก็เหมือนกับในฟาอีส ก่อนที่ตัวละครเราจะโดนชาวเมืองรุมกระทืบ รูริ ริริเอะ และฮิซุยก็ออกมาช่วยพวกเราก่อนที่จะโดนกระทืบ

          และแน่นอนว่า รูริเองก็สังเกตว่าคนในเมืองแปลกๆ แต่ก็บอกให้พวกเราไปที่อื่น ซึ่งริริเอะกับฮิซุยก็บอกว่าให้เป็นหน้าที่พวกนางเอง 



⇢ พวกแก๊งอีมิลก็กลับมาที่อัพทาว พร้อมกับบ่นราวๆว่า ทั้งๆที่พวกอีมิลเคยไปช่วยเหลือคนพวกนี้ แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลย และในฉากนี้ พวกอีมิลหมดกำลังใจมากๆ แน่นอนว่าแม้กระทั่งคนที่อารมณ์ดีแบบทิต้าก็เป็นไปกับเขาด้วย

⇢ ตัวละครเราเห็นพวกอีมิลเป็นแบบนั้น จึงคิดจะให้กำลังใจพวกอีมิล ซึ่งถ้าใครทำเควสเนื้อเรื่องมันจะมีช้อยให้เลือกอยู่สองข้อใช่ไหมคะ? ทั้งสองข้อนี้จะราวๆแบบ ข้อหนึ่งจะชกอีมิลเพื่อเรียกสติอีมิลพร้อมกับอธิบายว่าตนเองก็ไม่สบายใจ แต่ก็อยากให้พวกอีมิลมีกำลังใจ

แต่ในขณะที่อีกข้อนั้นเหมือนกับระบายความในใจให้อีมิล แต่ก็ปลุกใจในเวลาต่อมา แบบ ต้องมีกำลังใจนะ อะไรแบบนี้ค่ะ





⇢ ในขณะที่พวกแก๊งอีมิลกำลังมีกำลังใจขึ้นมา รุรุยเย่ก็เกิดคึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ซึ่งเราจำไม่ได้ว่ารุรุยเย่พูดอะไร แต่ฮัสต้าบอกว่า รุรุยเย่อายุตั้งขนาดนี้แล้ว แต่ทำตัวเหมือนเด็กมากๆ

ซึ่งรุรุยเย่ฟังแล้วไม่สบอารมณ์มากๆ จึงบ่นว่าฉันเหมือนเด็กตรงไหน!? ฉันน่ะมีความกุลสตรีสุดๆเลยนะ แถมด้วยร่างกายที่ดูเป็นหญิงสาวมากๆ

หลังจากที่โวยวายไป เจ้าตัวก็ลากมาช่าแล้วบอกใส่ฮัสต้าด้วยว่า 「ดูอย่างขนาดของมาช่าสิ นี่ไม่ใช่ขนาดของเด็กๆเลยนะ นายจะว่ายังไงล่ะ?」

ซึ่งฮัสต้าก็ได้แต่กินจุดก่อนบอกว่า「ของมาช่าน่ะ....」 ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องและโดนรุรุยเย่โวยว่าบังอาจเปลี่ยนเรื่องหรอ

แต่สุดท้ายก็บอกให้รีบไปมอคกันอยู่ดี....

คงไม่ต้องเดาหรอกเนอะว่าขนาดของมาช่านี่หมายความว่าไง ฮา


⇢ ในขณะที่เรากำลังเดินตามพวกอีมิลไป ฮัสต้าก็ได้เรียกเราให้มาคุยกับนางแป๊ปนึง ซึ่งตัวละครเราก็ได้ถามว่าฮัสต้าเป็นอะไรรึปล่าว? มีอะไรกังวลใจไหม?

         ฮัสต้าก็บอกอยู่ว่ากังวลบางสิ่งเกี่ยวกับพวกอีมิล ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้บอกด้วย แต่ตัวละครเราก็ถามฮัสต้าลึกไปอีก แต่สุดท้ายฮัสต้าก็ไม่ได้บอกอะไร และบอกว่าอาจจะคิดมากไปเอง ก่อนที่จะขอโทษเราแล้วชวนให้เรารีบตามพวกอีมิลไป


⇢ หลังจากตามพวกอีมิลมาทางทุ่งหญ้าตะวันตกแล้ว ก็เดินทางไปมอคกันต่อค่ะ


⇢ พอเดินทางถึงมอคแล้ว พวกอีิมิลก็เจอกลุ่มชาวมอคกลุ่มนึง ที่อยู่ดีๆก็มีคนในกลุ่มกลายเป็นแฟนธ่อม ฮัสต้าจึงรีบเข้าไปช่วยปกป้องให้ ก่อนที่สองคนที่เหลือในกลุ่มจะหนีหายไป


⇢ ซึ่งพวกอีมิลก็สังเกตว่าคนแทบทั้งเมืองกลายเป็นแฟนธ่อมไปแล้ว ทำให้ไม่มีคนคอยเฝ้าหอแสง ทำให้มีมอนเตอร์บางส่วนจากหอแสงหลงมาอยู่ที่มอค ซึ่งก็ลำบากพวกอีมิลต้องมาสู้อีก

⇢ แต่ก่อนที่พวกอีมิลจะได้ไปสู้ ดันเจอกับฝูงแฟนธ่อมกลุ่มแรกก่อน ซึ่งก่อนที่จะไปต่อ ก็ดันเจอแฟนธ่อมมารุมปิดทางมากเกินไปจนมีชินมะออกมาช่วย ก่อนที่โอลิเวียกับไทนี่ซังจะออกมาแนะนำตัว

      อนึ่ง หลังจากแนะนำตัวนิดหน่อยกันเสร็จ ก็พากันลุยแฟนธ่อมจนสุดท้ายก็ต้องแยกกับชินมะสี่ตัวแรกที่เข้ามาช่วยเหลือเรา

*หมายเหตุ ในภาพที่มีชินมะเรียงกันสี่ตัวเรียงดังนี้ค่ะ 麒麟(กิเลน) リヴァイアサン(ลิเวียธาน) バフォメット(บาโฟเมท) และヤタガラス(ยาตะการาสุ)ค่ะ  *



⇢ หลังจากที่แยกกับพวกชินมะเซ็ตแรก ก็สู้กันเรื่อยๆจนเจอฮัสต้าแบบในภาพ ก็มีชินมะเซ็ตใหม่มาช่วย

แน่นอนว่าแนะนำตัวแบบปกติ..... 

จนฮัสต้าได้สังเกตบางอย่างเกี่ยวกับคางุยะ
ซึ่งเจ้าของบล็อกก็ได้ลองสอบถามรุ่นพี่ที่พออ่านเนื้อหาออก รุ่นพี่บอกว่า ฮัสต้าและคางุยะเคยรู้จักกันมาก่อนเพราะอยู่โลกเดียวกันมาก่อนค่ะ...

ซึ่งแน่นอนว่าพอต่อสู้กันไปพักนึงก็แยกกันไปกำจัดมอนต่อ

*หมายเหตุ ภาพที่มีชินมะเรียงกันอยู่สี่ตัวคือ カグヤ(คางุยะ) アスモデウス(อัสโมเดียส) リリム(ลิลิม) และケルベロス(เคลเบรอส)ค่ะ*



⇢ พอแยกกันไปซักพัก ก็เจอเซ็ตใหม่อีกรอบ...
ซึ่งเซ็ตนี้มีคำถามเด็ดจากผู้เล่นคือใครเป็นคนจับกลุ่ม มีแต่คนไม่ปกติ ยกเว้นไอซิสค่ะ...

ซึ่งชินมะในกลุ่มนี้ก็แอบเถียงกันบ้าง แต่ก็สามารถต่อสู้ร่วมกันได้ค่ะ

*หมายเหตุ ภาพที่มีชินมะเรียงกันอยู่สี่ตัวคือ ワルキューレ(วัลคิเระ) バハムート(บาฮามุท) イザナミ(อิซานามิ) และイシス(ไอซิส)ค่ะ*


⇢ หลังจากที่ลุยฝูงแฟนธ่อมมาพักใหญ่ๆ(ซึ่งจริงๆเวลาในเกมกินเวลามากไปราวๆครึ่งชั่วโมงกว่าจะมาจุดนี้ได้ตั้งแต่เหยียบแมพมอค....) เราก็เจอกับฮัสต้า(ในคราบสาวน้อยอีกแล้ว)ซักที

       แน่นอนว่าฮัสต้าก็เรียกฝูงแฟนธ่อมมาสู้กับเรา แต่ว่าพวกชินมะอีกสี่ตัวที่เหลือก็จะช่วยกันไว้ แล้วรีบให้พวกตัวละครเราตามฮัสต้าไปค่ะ


⇢ หลังจากที่แยกกันกับพวกชินมะไปแล้ว จนตามฮัสต้า(ร่างมืด)ทัน ฮัสต้า(ร่างมืด) ก็ได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแฟนธ่อมให้ตัวละครเราฟัง เนื่องด้วยเพราะฮัสต้าร่างคนไปต่อปากต่อคำกับพี่แกนั่นเอง

ซึ่งฮัสต้าร่างมืดได้อธิบายว่า แฟนธ่อมนั้น พี่แกสามารถควบคุมได้แค่60% ส่วนที่เหลือเกิดมาเพื่อเมินคำสั่งพี่แก(?)

ซึ่งพูดไม่ทันขาดคำ มีแฟนธ่อมที่อยู่ใน40%ที่เหลือมาโจมตีฮัสต้า ซึ่งพี่แกได้ตวาดใส่แฟนธ่อมประมาณว่าเป็นตัวเกะกะขวางทางก่อนที่จะเอามีดฟันรอบเดียวแฟนธ่อมตาย....

    และได้อธิบายเสริมอีกว่า ถึงแม้ว่าจะควบคุมแฟนธ่อมได้ไม่หมด แต่พี่แกก็สามารถปล่อยควันพิษที่สามารถควบคุมทุกคนในโลกอีมิล(ได้บางส่วนด้วย) ก่อนที่จะพูดจบแล้วอีมิลก็เข้ามาโจมตีตัวละครเรา แต่ฮัสต้าก็มาช่วยกันไว้

      แล้วแน่นอนว่าตอนนี้พวกอีมิลก็โดนฮัสต้าร่างมืดควบคุมไปเรียบร้อย ซึ่งใช้หลักการแบบเดียวกับที่ตัวละครเราเคยโดนฮัสต้าร่างมืดสิง และชาวเมืองบางส่วนที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้ค่ะ

      ซึ่งฮัสต้าก็เลยยอมอธิบายให้เราซักทีว่า นี่แหละคือเรื่องที่ฮัสต้าเป็นห่วง ซึ่งฮัสต้าไม่ห่วงเราก็น่าจะเพราะว่าเราเคยโดนพลังความมืดควบคุมมาแล้ว จึงไม่น่าจะโดนควบคุมด้วยพลังเดิมๆ

       เดี๋ยวๆ ฮัสต้า นี่มันพลังความมืด ไม่ใช่อีสุกอีใสนะลูก (......)"

⇢ แต่ว่า ตอนแรกฮัสต้าตั้งใจจะกำจัดพวกอีมิลเลยด้วยซ้ำ ตัวละครเราห้ามแน่นอน แต่ฮัสต้าพี่แกก็บอกว่ามันจำเป็น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กำจัดเพราะเบริลกับลิลลี่โผล่ออกมาขัด พร้อมเสนอวิธีที่ดีกว่าให้แก่ฮัสต้า

⇢ จำได้ลางๆว่าราวๆกับการชำระล้างอะไรซักอย่าง ก็น่าจะเกี่ยวกับไอ้เครื่องที่ได้มาจากไททาเนียดราก้อนตอนแรกล่ะมั้งคะ? แต่อ่านแล้วเจ้าตัวเหมือนจะบอกว่า 「ใช้พลังของจิตใจ」ในการชำระล้างความมืดมากกว่า....

⇢ แต่ว่า การที่จะชำระล้างอะไรเนี่ย ก็อยากให้พวกอีมิลอยู่นิ่งๆหน่อย สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการสู้กับแก๊งอีมิลที่โดนควบคุมอยู่ดี แถมสกิลของรุรุยเย่นี่โหดร้ายมาก- -** เชื่อว่าถ้าใครเข้าไปทำเควสแล้วสังเกต รุรุยเย่จะใช้สกิลจ้อบ50ของโซลเทคด้วย แถมแรงเอาเรื่องชนิดที่ว่าถ้าโดนแล้วใครป้องกันเวทย์ต่ำๆนี่เอาตายได้เลยค่ะ ขนาดป้องกันเวทย์50+นี่แทบช็อคตายเลย เผลอๆคนเลือดน้อยก็ปลิวไปแล้ว..

แต่ก็แล้วแต่ดวงด้วยนะคะ ฟฟฟ บางคนไปสู้ตั้งนานพี่แกไม่ใช้สกิลนี้ซักที



⇢ หลังจากต่อสู้เสร็จก็แน่นอนค่ะ ชำระล้างความมืด ก่อนที่พวกอีมิลจะกลับมาเป็นปกติ

ซึ่งรุรุยเย่ตอนเห็นเบริลกับลิลลี่ครั้งแรกนางดีใจมากๆ ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกันเล็กน้อยโอลิเวียก็เข้ามาแทรกก่อนที่พวกอีมิลจะกลับไปขึ้นบนสวนลอยฟ้าของอีมิลค่ะ